“ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง” อู่ข้าวอู่น้ำของนักลงทุนไทย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมมือกับสภาหอการค้าไทย-กัมพูชา ได้จัดกิจกรรมนำนักลงทุนไทยเดินทางไปศึกษาลู่ทางการลงทุนไทยในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบไปด้วย ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีกิจกรรมเข้าพบหารือหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรรหาความร่วมมือระหว่างกัน สร้างเครือข่าย ขยายตลาดและเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการกัมพูชาและเวียดนาม ศึกษาเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ และกระชับความสัมพันธ์กับหน่วยงานในพื้นที่ เส้นทาง 2 เมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศกัมพูชา และจังหวัดเกิ่นเทอ ประเทศเวียดนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและศักยภาพการลงทุนของประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยได้เข้าพบหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในแต่ละเมือง ดังนี้

1. กรุงพนมเปญ (Phnom Penh) ประเทศกัมพูชา

กรุงพนมเปญ เป็นเมืองหลวงของประเทศกัมพูชา มีประชากรประมาณ 2 ล้านคน มีเนื้อที่ 1,963.2 ตารางกิโลเมตร เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปทั่วประเทศ มีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ ตั้งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ 8 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางของการเมือง วัฒนธรรม และศูนย์ราชการของประเทศ มีมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรก คือ Royal University of Phnom Penh (RUPP) ถือว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของประเทศ

โดยในการเยือนครั้งนี้ทางคณะนักลงทุนไทยได้มีโอกาสได้เข้าพบ Mr. Kem Sithan, Secretary of State, Ministry of Commerce โดยกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นโดยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการค้า ธุรกิจบริการ และทรัพย์สินทางปัญญา มีบทบาทหลัก ได้แก่ การดูแลราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร ดูแลผู้บริโภคภายใต้กรอบกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งการค้าสินค้าและธุรกิจบริการ คุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา เจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดระเบียบและบริหารการนำเข้าส่งออกสินค้า ข้อตกลงต่างๆ และรักษาผลประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งส่งเสริมและเร่งรัดการส่งออก ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจของกัมพูชามีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2561 มีมูลค่าการส่งออกและนำเข้ามายังไทย เมื่อเทียบกับปี 2560 แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้า ส่งออกหลัก ได้แก่ สินค้าประเภทเกษตร (ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ผลไม้) สินค้าประเภทเครื่องหนัง และเสื้อผ้า ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ วัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องมือและอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ น้ำมัน และสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร

โอกาสและลู่ทางการลงทุนที่น่าสนใจในกัมพูชา

ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูปที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร กิจการโรงสีข้าวและคัดคุณภาพ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร เพื่อรองรับกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี ข้อได้เปรียบของประเทศไทยในการเข้าไปค้าขายในกัมพูชาคือ การมีชายแดนระหว่างกันเป็นระยะทางยาว ซึ่งประเทศไทยและกัมพูชามีจุดผ่านแดนถาวร จำนวน 7 แห่ง ที่ใช้สำหรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และยังมีจุดผ่านแดนชั่วคราวหรือจุดผ่อนปรนเพื่อการค้าและการท่องเที่ยวอีก 4 แห่ง โดยอุตสาหกรรมที่อยากให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปพืชเกษตร โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่ว และงา ซึ่งเป็นพืชผลทางการเกษตรที่มีศักยภาพของกัมพูชา และการจัดตั้งธุรกิจในกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของบริษัทได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องถือหุ้นร่วมกับคนท้องถิ่น ในส่วนของสิทธิในการถือครองที่ดินสำหรับต่างชาตินั้น กัมพูชาไม่อนุญาตให้ซื้อที่ดินได้ ดังนั้น ชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลสามารถเช่าที่ดินระยะสั้นหรือสามารถต่ออายุได้โดยมีกำหนดระยะเวลาเช่าสูงสุด 50 ปี และต่ออายุได้ไม่จำกัดครั้ง ปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานกัมพูชาอยู่ที่ 190 USD ต่อเดือน ซึ่งเป็นการกำหนดใช้เฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป